Tokyowing's Blog

‘miss blanche’ 1988 by SHIRO KURAMATA ,21_21 designsight,Tokyo

Posted in DESIGN, EXHIBITION by tokyowing on February 1, 2011

Shiro Kuramata ออกแบบเก้าอี้ Miss Blanche   ขึ้นมาในปี 1988 วันที่ 1 กุมภาพันธ์ วันนี้เป็นวันครบรอบที่ Kuramata ได้จากโลกนี้ไปแล้ว 20 ปี ซึ่งทาง 21_21 design sight ได้เปิดงานแสดงของ  Shiro Kuramata และ ETTORE SOTTSASS   ขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติแก่นักออกแบบทั้งสองท่าน แล้ววันนี้ คุณ Mieko Kuramata  ภรรยาของ Shiro Kuramata ก็ได้มาร่วมในงานรอบสื่อมวลชนนี้ด้วย ผมแอบเลียบๆเคียงๆ คุณ Mieko ระหว่างที่เข้าชมตัวนิทรรศการ เพื่อถามถึงรายละเอียดในงานออกแบบบางชิ้น  เธอกรุณาเล่าให้ฟังถึง เก้าอี้ Miss Blanche ที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ หนึ่งในนั้น มาจากที่บ้านของเธอเอง ทุกครั้งที่เธอกลับบ้าน เธอจะกล่าวทักทายเก้าอี้ตัวนี้เสมอ และเมื่อ เก้าอี้ ตัวนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้านเป็นการชั่วคราวเพราะต้องนำมาจัดแสดงในงานนี้ เธอบอกเพียงสั้นๆว่า “ My House is empty “  ครั้งแรกที่ผมจะเห็นเก้าอี้ที่มีดอกกุหลาบลอยเคว้งคว้าง  ตัวนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนตามนิตยสารต่างๆ ผมรู้สึกว่า เก้าอี้ตัวนี้ คงนั่งยากและแข็ง เย็นเป็นพิเศษ ในฤดูหนาว  แต่เรื่องราวของคุณ Mieko กับเก้าอี้ตัวนี้ ทำให้วันนี้ผมเห็นแต่ ดอกกุหลาบ ที่ลอยค้างอยู่ในอากาศ

Transformation ,MOT,Tokyo

Posted in EXHIBITION, MUSEUM by tokyowing on January 31, 2011

Seiichi Shirai Exhibition at Shiodome Museum | Rouault Gallery,Tokyo

Posted in EXHIBITION, Seiichi Shirai by tokyowing on January 25, 2011

ARTIST TALK by Apichatpong Weerasethakul at Museum of Contemporary Art Tokyo

Posted in Apichatpong Weerasethakul, ART MUSEUM, EXHIBITION, TALK by tokyowing on November 19, 2010

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โตเกียว เป็นวันที่น่าประทับใจอีกวันหนึ่งที่ได้มีโอกาสฟังบรรยายของคุณ อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่มาเล่าเรื่องเบื้องหลังของภาพยนตร์เรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติรวมไปถึงงานศิลปะที่กำลังแสดงอยู่ที่ Museum of Contemporary Art Tokyo การทำงานหาข้อมูลของตัวผู้กำกับและทีมงานนั้นใช้เวลาเยอะมากในการหาข้อมูลในภาคอีสาน ก่อนจะข้ามไปฝั่งลาว ตัวผู้กำกับเองก็ไปใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่หลายเดือนเพื่อหาข้อมูลก่อนการถ่ายทำ แล้วกลายมาเป็นภาพยนตร์ให้เราได้ชมกันไม่ถึงสองชั่วโมง บางฉากบางตอนในภาพยนตร์ที่ถ่ายบ้านชาวบ้าน ทำให้เราเห็นชาวบ้านและวิถีชีวิตที่ถูกเชื่อมโยงไปกับการเมืองในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงความคิดทางการเมืองแบบคอมมิวนิสต์เข้ามาปะทะกับความเป็นท้องถิ่นและศาสนา รวมไปถึงวิธีที่รัฐไทยเข้ามาจัดการควบคุมชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ ดังนั้นบ้านและสิ่งของต่างๆในบ้านจึงไม่ได้เป็นบ้านชาวบ้านแบบโรแมนติกแบบสายตาสถาปนิกที่เรามองกัน ว่ามีสวนไว้ปลูกผักกินเอง  ครอบครัวล้อมวงกินข้าวกันหลังทำไร่ทำนา ชีวิตของชาวบ้านมีมิติมากกว่านั้น นี้ยังไม่นับการไหลถ่ายเทของผู้คนเชื้อชาติต่างๆตามแนวตะเข็บรอยต่อระหว่างชายแดนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกันต้องมาพบปะพูดคุยใช้ชีวิตร่วมกันในหลากหลายระดับมาก ซึ่งหากใครที่เคยได้อ่านหนังสือของ “ชุมชนจินตกรรม” ของ Benedict Anderson  (imagined communities) ก็คงช่วยทำให้เราเขาใจงานต่างๆของอภิชาตพงศ์ได้มากขึ้นรวมไปถึงความเคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์บางส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และของโลกในบางพื้นที่ รวมไปถึงการทำความเข้าใจมิติทางด้านสังคมและกลไกการทำงานของรัฐและแนวคิดชาตินิยมด้วย เป็นเรื่องสำคัญที่สถาปนิกที่ทำงานวิจัยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นต้องข้ามไปดูงานวิจัยของคนสายอื่นบ้าง ไม่งั้นงานวิจัยสถาปัตยกรรมพื้นิถิ่นในไทยก็จะจบอยู่แค่การรวบรวมเก็บข้อมูลรูปแบบบ้านหรือวัดเพียงไม่กี่แบบและทำรังวัดก่อนสรุปรวบยอดว่าตัวอย่างเหล่านี้คือ ตัวอย่างงานพื้นถิ่นที่ดี ซึ่งอย่างน้อยในภาพยนตร์ของ อภิชาตพงศ์ ก็เปิดพื้นที่ในการมองสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในมุมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในงานภาพยนตร์ร่วมสมัยของไทยและรวมถึงแวดวงสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทยด้วย


Tokyo Design Week

Posted in ARCHITECTURAL EXHIBITION, EXHIBITION by tokyowing on November 3, 2010

Terunobu Fujimori Exhibition at GA Gallery

Posted in EXHIBITION by tokyowing on October 18, 2010

MORI ART MUSEUM

Posted in ART MUSEUM, EXHIBITION by tokyowing on August 26, 2010

Gallery MA,Tokyo

Posted in EXHIBITION by tokyowing on August 21, 2010



“Where is Architecture?” at The National Museum of Modern Art, Tokyo

Posted in ART MUSEUM, EXHIBITION by tokyowing on August 16, 2010


Where is Architecture?  Seven Installations by Japanese Architects

Date:    April 4, 2010- August 8, 2010

Venue: The Nation Museum of Modern Art, Tokyo

เมื่อครั้งแรกที่ได้ยินชื่อนิทรรศการก็ออกอาการสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า “Where is Architecture? ” จะนำเสนอรูปแบบนิทรรศการออกมาอย่างไร พอไปถึงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติ โตเกียว และได้อ่านบทความบางส่วนที่อธิบายงาน รวมถึงไปเดินวนเวียนเข้าออกอยู่ 2-3 รอบก็พอจะเข้าใจได้ว่า การจัดนิทรรศการครั้งนี้ ถูกกรอบอยู่ภายใต้บริบทของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ของญี่ปุ่นเองในการมองตัวศิลปะและงานสถาปัตยกรรมว่าเป็นสิ่งที่แยกขาดจากกัน

นิทรรศการครั้งนี้ได้เชิญสถาปนิกญี่ปุ่น 7คน โดยไล่เรียงตั้งแต่รุ่นใหญ่ไปจนถึงรุ่นเด็ก เริ่มจากรุ่นอาวุโส ก็ได้แก่ Toyo Ito, Suzuki Ryoji (ไม่ได้เห็นงานสถาปนิกท่านนี้นานพอสมควร) ขยับลงมาหน่อยก็เป็น Hiroshi Naito ถัดมาก็เป็น Atelier Bow Wow ไปจนถึงรุ่นเด็กวัยปลาย 30 อย่าง Ryuji Nakamura, Hideyuki Nakayama, Hiroshi Kikuchi  ส่วน curator ของงานนี้ต้องพลิกหาชื่อกันอยู่นานพอสมควรและก็ยังไม่แน่ใจมากนักว่ามีใครบ้าง เพราะในสูจิบัตรแม้นจะมีการสรุปความคิดของ curator และสถาปนิกควบคู่กันในคำอธิบาย แต่ก็ไม่ปรากฏชื่อชัดเจน เมื่อไล่อ่านทีละบทความก็ไปเจอในคำอธิบายงานของ Hiroshi Kikuchi ว่าคือ คุณ Hosaka  แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากไปกว่านี้

ถ้าหากเราพิจารณาจากชื่อนิทรรศการครั้งนี้ แล้วมองว่างานสถาปัตยกรรมต้องมีประโยชน์ใช้สอยและเห็นว่างานออกแบบที่ไม่ได้มีประโยชน์ใช้สอยนั้นจะเข้าข่ายงานศิลปะหรืองาน Installation ความคิดในลักษณะนี้เป็นการขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจนระหว่างสถาปัตยกรรมและศิลปะในช่วงต้นศตวรรษที่ 20  ในคำอธิบายงานของ Atelier Bow-Wow ก็มีการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ไว้เยอะพอสมควร ทาง Atelier Bow-Wow ได้นำเสนอแต่ต้นว่าชื่องานนิทรรศการควรจะเป็น “Joyful Architecture” แต่ท้ายที่สุดเมื่อทาง MOMAT เปลี่ยนชื่อนิทรรศการโดยไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุผลใด ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้นอกเหนือการคาดเดามากนักสำหรับพวกเขา ทั้งคู่เห็นว่าความหมายอีกนัยของชื่อนิทรรศการก็คือ งานแนว Installationที่ถูกสร้างสรรค์ผ่านมือสถาปนิกจะเรียกว่างานสถาปัตยกรรมได้หรือ พวกเขายังได้พูดถึงว่า ขณะนี้กระทรวง การศึกษา,วัฒนธรรม,การกีฬา,วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กำลังมีนโยบายประกาศให้ Manga, Media Art และ สถาปัตยกรรม เป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่ง และคาดเดากันว่า ศูนย์ศิลปะแห่งชาติที่สร้างใหม่ที่ รอปปองงิ ก็จะมีศิลปะแขนงใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งด้วย นี้ก็พอเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าแม้แต่ในญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่ามีงานสถาปัตยกรรมที่พัฒนาก้าวล้ำหน้าไปอย่างมากแต่กรอบความคิดของหน่วยงานราชการยังไม่สามารถวิ่งไล่ตามหรือปรับตัวได้กับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกสถาปัตยกรรมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสาขาที่เคลื่อนที่ช้าที่สุดเมื่อเทียบกับแวดวงวรรณกรรมหรือศิลปะ

กลับมาดูที่ตัวนิทรรศการ เรียกได้ว่าเป็นการรวบรวมเอาสถาปนิกประมาณ 3 รุ่นมาประชันฝีมือกัน ซึ่งแต่ละคนก็มีทิศทางแตกต่างกันอย่างชัดเจน  เริ่มต้นกับ บริเวณโถงทางเข้าพิพิธภัณฑ์ Atelier Bow-Wow ติดตั้งงานโครงสร้างไม้ไผ่ความสูงประมาณ 8 เมตร ซึ่งทางสถาปนิกต้องการนำเสนอโครงสร้างที่แลดูเหมือนสัตว์ขนาดยักษ์ที่มีรูปทรงที่ลื่นไหลไปจนถึงบริเวณชั้นสองเพื่อทำลายความเป็นระเบียบและรูปแบบฟอร์มของสนามด้านหน้าที่ตั้งปะติมากรรมของ Isamu Noguchi และ Minami Tada รวมถึงพยายามเชื่อมโยงเหตุผลในการเลือกไม้ไผ่ของพวกเขาว่า เนื่องจากบริเวณนี้แต่เดิมมีสะพานข้ามแม่น้ำที่ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งตรงกับคำว่า Takebashi (ปัจจุบันเป็นชื่อของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน) แต่ดูเหมือนว่ายังไงผู้ชมชาวญี่ปุ่นที่รักในระเบียบวินัยก็ไม่ค่อยจะยอมเข้าไปเหยียบย่ำทำลายสนามหญ้าและกฎระเบียบที่คุ้นเคยนั้นนัก

เมื่อเดินเข้าไปภายในอาคารเราจะประจันหน้ากับงานของ Ryuji Nakamura ที่สร้างรูปทรงของงานขึ้นมาจากโครงสร้างกระดาษรูปทรงสามเหลี่ยมในขนาดมุม 30องศา 60 และ 90 ตามลำดับ และวางตัวเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมที่มุมแหลมพุ่งออกไปด้านหน้าตรงทางบริเวณทางเข้าพอดี ด้วยความบางเบาของตัวโครงสร้างและรูปทรงที่ล้อกับการรับรู้ของสายตาเรียกเสียงสุโค่ย ได้จากคุณป้าหลายต่อหลายคน ที่เข้ามาชมนิทรรศการ สิ่งที่งาน Rjuji ทำให้เรารู้สึก ไม่ใช่เรื่องตัวโครงสร้างของงานว่ามันอยู่ได้อย่างไร แต่มันกลับตั้งคำถามกับเราว่าเรามีความรู้สึกอย่างไรต่อการรับรู้ของเราเองเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปทรงเมื่อเดินไปรอบๆตัวงาน ถัดมาเป็นงานของ Hideyuki Nakayama ซึ่งดูจะเป็นงานชิ้นที่แลดูเหมือนงานศิลปะมากกว่าที่จะเป็นงาน Installation เชิงสถาปัตยกรรม Hideyuki ย่อสวนงานคาเฟ่ที่เขาออกแบบไว้ Hokkaido ลงเหลือสัดส่วนเพียง 1ใน 3 ของของจริง จนทำให้เราเกิดอาการหลอนกับขนาดร่างกายตัวเราเองกับชิ้นงาน ในห้องโถงใหญ่นี้ยังมีงานอีกชิ้นเป็นของสถาปนิกรุ่นเก่า นั้นก็คือ Ryoji Suzuki ซึ่งถ้าใครเคยผ่านตากับงาน Experience in Material ในซี่รีส์นัมเบอร์ต่างๆ  ดูเหมือนตลอดระยะเวลาหลายสิบปี Ryoji Suzuki ก็ยังยึดมั่นในภาษาทางสถาปัตยกรรมแบบโมเดริน์ผนวกเข้ากับการทดลองพื้นผิวของวัสดุต่างๆเหมือนเดิม และการเล่นกับระนาบและแกนของตัวสถาปัตยกรรม Ryoji สร้างหุ่นจำลองขนาดยักษ์ขึ้นมา และเราเพียงแต่จ้องมองผ่านช่องเปิดตามส่วนต่างของหุ่นจำลองขนาดยักษ์นั้น หลังจากเดินผ่านซอกแคบๆด้านหลังของงาน Ryoji เรากำลังมุ่งไปสู่ห้องดำมืดภายใต้การควบคุมของ Hiroshi Naito สถาปนิกรุ่นกลางผู้หลงใหลในงานโครงสร้างและการผนวกพื้นที่แบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นประเพณีรวมถึงตัววัสดุแบบดั้งเดิมให้เกิดเป็นภาษาส่วนตัวของเขา Naito ไม่ได้สร้างโครงสร้างที่ดูแน่นหนักด้วยโครงสร้างงานไม้ใน installation ครั้งนี้ มีเพียงลำแสงเลเซอร์สีแดง 200 เส้นและผ้าบางเบาให้ผู้ชมได้เล่นกับแสงประดิษฐ์ท่ามกลางความมืดมิด สถาปนิกได้แรงบันดาลใจจากการเห็นลำแสงเลเซอร์ที่ใช้เช็คระยะดิ่งของอาคารไปตกกระทบกับหลังคาอาคารระหว่างตรวจงานก่อสร้างของตัวเองอยู่ หลังจากนั้นม่านตาก็ยังไม่ต้องปรับตัวกับความสว่างมากนัก เพราะ ห้องถัดไปเป็นงานของ Hiroshi Kikuchi ตัวสถาปนิกเลือกเอาบางส่วนของหุ่นจำลองมาตั้งกลางห้องแล้วเขวนมันเข้ากับแกนมอเตอร์แล้วใช้ติดตั้งหลอดไฟที่ยิงแสงไปที่ตัวหุ่นจำลองเพื่อให้เกิดเงาเมื่อตัวแกนเริ่มหมุนวน 360 องศาไปตามเข็มนาฬิกาเรื่อยๆ และห้องแคบๆถัดไป Hiroshi ใช้โปรเจ็คเตอร์สองตัวสร้างภาพการเคลื่อนที่ของแสงจากอีกมุมหนึ่งไปสู่อีกมุมหนึ่ง เหมือนเรานั่งอยู่ในบ้านแล้วเห็นแสงวิ่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง สถาปนิกต้องการบอกเล่าเรื่องแสงกับinterior space ซึ่งดูแล้วก็ยังไม่ชัดเจนว่าตัวสถาปนิกต้องการบอกอะไร

ห้องสุดท้ายเป็นของรุ่นเก๋าอย่าง Toyo Ito ครั้งนี้เขาเลือกใช้โครงสร้างที่หุ้มปิดด้วยผ้าใบสีขาวภายใต้รูปทรง Polyhedrons ที่จะถูกใช้เป็นโครงสร้างในโครงการ Toyo Ito Architecture Museum ที่ Imabari โครงการพิพิธภัณฑ์ทางสถาปัตยกรรมซึ่งจะรวบรวมเอางานของ Toyo Ito เอาไว้เกือบทั้งหมด มาใช้ในนิทรรศการครั้งนี้ ในคำอธิบายงานของ Ito บอกไว้ว่า งานของเขาเป็นการสร้าง Museum มาไว้ใน Museum อีกที เมื่อเราเดินเข้าไปในพื้นที่แต่ละส่วนก็จะมีการติดตั้ง Model Diagram โครงสร้างของโครงการต่างๆ เริ่มต้นด้วย โครงการ UC Berkeley Art Museum and Pacific Film Archive  ที่สหรัฐอเมริกา ถัดเข้ามาก็เป็นโครงการ Crematorium ที่ Kakamigahara , the Taichung Metropolitan  Opera Houseที่ไต้หวัน และ Tama Art University Library ซึ่งหุ่นจำลองในส่วนนี้มีการติดตั้งกระจกสะท้อนให้ดูเหมือนรูปทรงของตัวโครงสร้างนั้นขยายตัวไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หลังจากนั้นก็เป็นขยับไปสู่ส่วนฝ้าที่ดูเหมือนแผงปะการังฟองน้ำที่สะท้อนโครงสร้างของโครงการ ZA-KOENJI PUBLIC THEATRE ก่อนจะจบลงด้วยโครงการที่เราเห็นรูปทรงงอกเงยออกมาจากผนังเหมือนเซลที่แตกตัวออกมาจากตัวโครงสร้างหลักของนิทรรศการนี้อีกทีในโครงการ Toyo Ito Architecture Museum สิ่งสำคัญที่ Ito เน้นย้ำก็คือ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบ Grid system ได้สิ้นสุดไปแล้วในศตวรรษที่ 20” ดังนั้นงานออกแบบช่วงหลังๆของ Ito ถึงได้เน้นย้ำไปที่โครงสร้างที่ส่งผลไปถึงการ form space ขึ้นมา ส่วนในโครงการ Toyo Ito Architecture Museum มีการวางแผนว่าจะมีการสร้างบ้าน Silver Hut ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อเป็นศูนย์จัดเก็บข้อมูลผลงานทั้งหมดของ Ito รวมถึงเป็นห้องบรรยายด้วย

หลังจากออกมาจากนิทรรศการต้องยอมรับว่าตัวทางพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีโอกาสจัดงานแสดงนิทรรศการสถาปัตยกรรมเป็นครั้งแรก กอปรกับที่ตัวงานก็ไม่ใช่เป็นการนำเสนอนิทรรศการทางสถาปัตยกรรมแบบปกติที่มีหุ่นจำลองและภาพถ่าย ก็ยังคงสร้างความสับสนพอสมควรให้กับการจัดงานครั้งนี้ ซึ่งถ้าหากเราดูสถาปนิกที่เข้าร่วมงานครั้งนี้หลายต่อหลายคนก็เคยทำงานในลักษณะ Installation มาตั้งแต่ปี 80 แล้ว และที่สำคัญคือเราได้เห็นพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นหลายอย่างในนิทรรศการครั้งนี้ ตัวอย่างเช่นสถาปนิกวัย 70 อย่าง Toyo Ito ซึ่งสถาปนิกร่วมรุ่นกับเขาหลายต่อหลายคนก็ได้หายหน้าหายตาไปจากสื่อไม่ว่าจะเป็น Itsuko Hasegawa ทั้งที่ยังทำงานอยู่ หรือสถาปนิกรุ่นก่อนหน้าอย่าง Hiroshi Hara ก็ดูเหมือนจะปลดเกษียณตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว, งานของสถาปนิกรุ่นเด็กที่กำลังเติบโตขึ้นมาท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยและมีจำนวนงานจำกัด ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะสร้างกระแสขึ้นมาได้เหมือนตอน เกิดกลุ่ม Metabolism,มีคนที่ไม่สามารถพัฒนาความคิดงานต่อไปได้ตกค้างอยู่แทบทุกรุ่นและเงียบหายไปในที่สุด และก็มีคนที่ประสบความสำเร็จในการเดินหน้าสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมด้วยความคิดที่น่าตื่นเต้นอยู่เรื่อยๆ แม้อายุจะมากขึ้นเรื่อยๆ และที่น่าจับตามอง ก็คือ ในช่วงเวลาต้นศตวรรษที่ 21 นี้ สถาปนิกญี่ปุ่นยังจะสามารถสร้างความเคลื่อนไหวทางด้านงานสถาปัตยกรรมได้อย่างเหมือนที่คนรุ่นก่อนหน้านั้นเคยทำมาได้หรือเปล่าภายใต้ข้อจำกัดที่บีบเข้ามาทุกๆด้านโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ